การเริ่มต้นธุรกิจมีหลายสิ่งที่ต้องลงมือทำ ไม่สามารถทำให้สมบูรณ์ได้ด้วยเวลาอันน้อยนิด เพราะต้องอาศัยความรอบคอบแม้ว่าจะให้เวลาถึง 1 เดือนก็ยังน้อยเกินไปด้วยซ้ำ แต่ก่อนจะเริ่มทำธุรกิจได้นั้นต้องอาศัยการทำแผนธุรกิจ เพื่อเป็นการกำหนดขั้นตอน ให้กับธุรกิจตัวเองสามารถเดินหน้าไปในระยะเวลาอันสั้น ด้วยวิธีการเพียง 5 ขั้นตอนเท่านั้น ดังนี้
ขั้นตอนที่ 1 เขียนแผนธุรกิจ
เมื่อได้แนวคิดในการทำธุรกิจแล้ว เราจะเริ่มทำกันก็คือการถ่ายทอดไอเดียต่างๆ ที่มีอยู่ทั้งหมดแปลงออกมาให้เป็นแผนธุรกิจที่สามารถจับต้องได้จริงๆ ในหลายๆธุรกิจใช้โปรแกรมแผนภาพ ที่จะเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เราเขียนแผนธุรกิจออกมาได้ง่ายและชัดเจนขึ้น จะทำให้เรารู้จุดแข็ง จุดอ่อน วิธีเอาตัวรอดในการทำธุรกิจ และยังช่วยให้เราเข้าใจภาพรวมของธุรกิจตั้งแต่วันแรกที่คิดจะลงมือทำว่าจะไปรอดได้ขนาดไหน ซึ่งจะช่วยตัดสินใจได้ว่าจะเริ่มทำดีหรือไม่
ขั้นตอนที่ 2 วิจัยตลาด
ควรศึกษาว่าเมื่อนำสินค้าออกจำหน่ายแล้วจะขายได้หรือไม่ มีผู้บริโภคต้องการจริงหรือเปล่า และคู่แข่งเป็นอย่างไร รวมไปถึงกฎข้อห้ามต่างๆเกี่ยวกับสินค้า ทั้งหมดนี้จะต้องถูกวิจัยออกมาในเชิงปริมาณและวัดผลได้จริง ก่อนที่จะนำไปวิเคราะห์ถึงความเป็นไปได้เมื่อสินค้าของเราลงตลาดไปแล้ว
ขั้นตอนที่ 3 สร้างเอกลักษณ์แบรนด์
โลโก้และชื่อช่วยสร้างภาพลักษณ์ของแบรนด์ให้ดูดี ซึ่งหากไม่เชี่ยวชาญด้านการออกแบบโลโก้ ก็สามารถใช้บริการบริษัทรับออกแบบโลโก้ได้
ขั้นตอนที่ 4 จัดตั้งบริษัท
จดทะเบียนบริษัทสามารถทำได้ด้วยตัวเองแบบไม่ยากบางอย่างก็มีให้บริการจดทะเบียนออนไลน์ได้แล้ว เพียงแต่ต้องใช้เวลาสักหน่อย หากไม่ได้เร่งรีบมากนักก็ใช้เวลาศึกษาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตแล้วดำเนินการด้วยตัวเองก็ได้
ขั้นตอนที่ 5 เริ่มการขาย
ธุรกิจจะไม่สามารถดำเนินต่อไปได้ ถ้าไม่เริ่มต้นการขายเพื่อป้องกันตัวเองจากการขาดทุน และช่วยดูกระแสตอบรับและความต้องการของลูกค้าก่อนที่จะผลิตจริงเมื่อลูกค้าให้ความสนใจและมียอดสั่งเข้ามา เมื่อลูกค้าให้ความสนใจลูกค้าก็จะอยู่กับเราไปอีกนานเลย
จากขั้นตอนที่ก้าวมาเป็นเพียงแผนการทำธุรกิจเบื้องต้นเท่านั้น และในสหรัฐอเมริกาได้มีบริษัทนำขั้นตอนนี้ไปใช้และประสบความสำเร็จมาแล้ว เป็นตัวอย่างที่ดีที่สามารถประสบความสำเร็จในระยะเวลาอันสั้น

2

เมื่อไม่นานมานี้เพิ่งมีรายงานออกมาว่ากรุงเทพมหานครถูกจัดเป็นเมืองที่มีคนใช้ Facebook มากที่สุดในโลก (ราว 8.6 ล้านคน) ทำให้ต้องมานั่งคิดกันนะคะว่าบริการ Social Network อย่าง Facebook นี่คนคิดเขาทำอย่างไรนะถึงได้สร้างบริการที่โด่งดังอย่างนี้ออกมาได้ ว่าแล้วก็เลยเปิดเข้าไปดูในประวัติของคุณ Mark Zuckerberg ผู้ก่อตั้ง Facebook ว่าเขาต่อสู้มาได้อย่างไร ก็พบว่าเรื่องราวสมัยที่เขายังเป็นเพียง “ธุรกิจเกิดใหม่” หรือที่หลายคนเรียกทับศัพท์ตามฝรั่งว่า “Startup” นั้นเข้มข้นน่าสนใจมากเลยค่ะ เกริ่นมาเสียยาว แต่เรื่องที่ผู้เขียนจะมาเล่าให้คุณผู้อ่าน Positioning ไม่ใช่เรื่อง Facebook นะคะ แต่มันคือเทรนด์ใหม่มาแรงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เรียกกันว่า “Startup” นั่นเองค่ะStartup หรือถ้าพูดเป็นภาษาไทยให้เข้าใจง่ายๆ นั่นคือบริษัทเกิดใหม่ และเป็นคำที่นิยมใช้เรียกบริษัททางด้านเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นใน Silicon Valley สหรัฐอเมริกา และปัจจุบันก็นิยมใช้เรียกกันทั่วโลก โดยกว่าจะมาเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ในปัจจุบันไม่ว่าจะเป็น Facebook Google ก็ต้องผ่านการเป็น Startup มาก่อนแล้วทั้งนั้น

หลายคนอาจจะสงสัยว่าต้องมีทุนมากมายหรือไม่ถึงจะมาเป็น Startup ได้ อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นค่ะ ด้วยเทคโนโลยีบนโลกอินเทอร์เน็ตช่วยลดต้นทุนไปได้มาก มีเครื่องมือที่ช่วยในการพัฒนาและนำบริการของเราขึ้นไปฝากไว้บนเซิร์ฟเวอร์ของผู้ให้บริการได้(ยกตัวอย่างผู้ให้บริการ อาทิเช่น Amazon)ลูกค้าจากทั่วโลกขอเพียงแค่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตก็สามารถเข้าถึงบริการของคุณได้ผ่านทาง เว็บไซต์หรือ แอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟนอย่างไรก็ตามอาศัยเงินทุนของตัวเองอย่างเดียวย่อมไม่เพียงพอ โชคดีที่ปัจจุบันมีนักลงทุนที่มีความสนใจในการสนับสนุน Startup มากขึ้น และเป็นตัวแปรสำคัญที่จะผลักดันและขับเคลื่อนให้ธุรกิจนั้นเติบโตไปได้ ซึ่งรูปแบบของนักลงทุนก็มีทั้งแบบ นักลงทุนในรูปแบบขององค์กร(Venture Capital หรือเรียกสั้นๆ ว่าVC) และนักลงทุนอิสระ (Angel Investor) ซึ่งจะพิจารณาตตั้งแต่ไอเดีย นวัตกรรม, ประวัติการทำงาน, โอกาสทางธุรกิจและการเติบโตว่าจะประสบความสำเร็จมากน้อยเพียงใด, ผลตอบแทนจะคุ้มกับการลงทุนหรือไม่ โดยที่ Startup นอกจากจะได้เงินทุนแล้ว เราจะได้คำปรึกษาและพันธมิตรควบคู่ด้วยเช่นเดียวกัน

ผู้ทำธุรกิจส่วนมากมีความฝันที่ต้องการให้ธุรกิจมีความใหญ่โตในอนาคต โดยพยายามลงทุนเยอะในช่วงแรก เพื่อเลือกสิ่งที่ดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็น ทำเลที่ดี อุปกรณ์ตกแต่งออฟฟิศ พนักงานฝีมือดีรวมไปถึงวางแผนในการขยายธุรกิจ โดยการวางรากฐานที่ดีให้ธุรกิจมีการเติบโตในอนาคต แต่การใช้เงินทุนจำนวนมากในช่วงต้นยังมีความเสี่ยงสูงผู้ประกอบการเองจึงควรคิดอย่างรอบคอบ

อันที่จริงเราไม่สามารถกำหนดทิศทางว่าธุรกิจจะไปในรูปแบบใด จะล้มเหลวหรือประสบความสำเร็จ ถึงแม้จะมั่นใจในศักยภาพขององค์กรมากก็ตาม เราก็ไม่สามารถกำหนดปัจจัยภายนอกอย่างเศรษฐกิจภายนอกหรือความต้องการของผู้บริโภคได้ จึงควรหันมาเริ่มต้นธุรกิจด้วยจำนวนเงินน้อยๆจากเงินเก็บที่มีอยู่ ซึ่งถือเป็นการลงทุนที่ไม่ต้องแบกรับหนี้สิน ใครหลายคนอาจคิดว่าแค่เงินเก็บไม่สามารถทำให้ธุรกิจเติบโตได้มาก แต่เราสามารถใช้เงินเก็บเริ่มต้นธุรกิจได้จริงๆ โดยการลงทุนที่น้อยที่สุด แต่มีประสิทธิภาพที่สุด เช่น หากเราต้องการสำนักงานใหม่ ก็ควรใช้บ้านเป็นสำนักงานไปก่อน ส่วนพนักงานก็เริ่มจากคนรู้จัก หรือเพื่อนที่สนใจมาร่วมลงทุนกับเรา ซึ่งในช่วงแรกอาจจะต้องเหนื่อยสักหน่อย แต่วิธีนี้ช่วยให้ประหยัดเงินทุนของเราไปไม่น้อยทีเดียว และเมื่อในอนาคตธุรกิจเกิดไปได้ดี ค่อยขยายกิจการตามขึ้นมาในภายหลังก็ได้

การเข้าสังคม เป็นการเปิดโอกาสให้กับตัวเอง วิธีนี้เป็นวิธีที่ไม่ต้องใช้เงินลงทุน เพียงแต่ต้องขวนขวายดูว่าในแต่ละเดือนมีการจัดงานที่ไหนบ้างที่น่าสนใจ และเหมาะกับเรา ซึ่งจุดประสงค์ของการไปงานประเภทนี้ก็เพื่อที่นำทางเราไปสู่คนที่อยู่ในวงการเดียวกันที่อาจจะมีประสบการณ์มากกว่า และพร้อมให้คำแนะนำกับเราได้ การทำความรู้จักกับคนกลุ่มนี้ไว้จะช่วยให้เราได้รับรู้ข่าวสารในธุรกิจที่เราสนใจ และได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ นอกจากนี้อาจทำให้มีผู้สนใจในธุรกิจของเรามาร่วมลงทุนกับเราก็เป็นได้

ที่กล่าวมาเป็นเพียงแค่วิธีเบื้องต้นในการเริ่มต้นทำธุรกิจที่อาศัยเงินจำนวนน้อยนิด ซึ่งเหมาะกับนักธุรกิจมือใหม่ที่ยังไม่พร้อมที่จะเสี่ยงกับเงินลงทุนในปริมาณมาก เป็นทางเลือกในการเก็บประสบการณ์เพิ่มเติม เมื่อประสบความสำเร็จแล้วค่อยลงทุนเพิ่มในภายหลังก็ได้

letsdoitsf
ธุรกิจประเภท startup
ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจขนาดเล็ก ซึ่งจะเริ่มต้นจากการมีทุนเพียงน้อยนิด ซึ่งจริงๆแล้วการสร้างกิจการใช่ว่าการมีทุนอย่างเดียวจะนำพาให้ธุรกิจเหล่านั้นประสบควาสำเร็จได้ แต่ผู้ประกอบการควรต้องมีไอเดียที่ชัดเจนว่าอยากจะทำอะไรเพื่อขายให้ใครไว้ก่อนเพื่อกำหนดทิศทางการทำงาน โดยสิ่งสำคัญคือมีความมุ่งมั่นที่ทำให้ธุรกิจนั้นให้กลายเป็นจริง มีความคิดสร้างสรรค์ กล้าคิดต่าง ทำสิ่งที่แตกต่าง รวมถึงความเข้าใจในธุรกิจและการบริหารเหล่านั้นและจะต้องสู้และฝ่าฟันอุปสรรคด้วยการลองวิธีแก้ปัญหาใหม่ๆซึ่งจะสามารถนำพาธุรกิจก้าวข้ามผ่านอุปสรรคและประสบความสำเร็จได้ นอกจากนี้จะต้องสนุกกับการคิดโดยมีไอเดียที่แตกต่างเพราะเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้เกิดผลิตภัณฑ์ใหม่ๆขึ้นมาเพื่อสร้างความสนใจแก่กลุ่มลูกค้าได้ โดยเฉพาะตลาดที่มีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

คุณสมบัติที่สำคัญของผู้อยากเริ่มกิจการเป็นของตนเองมีดังต่อไปนี้
1.รู้จักตนเอง โดย สำรวจความต้องการในจิตใจของตนเองก่อนว่าต้องการทำอะไร
2.ความรู้ เพราะความรู้เปรียบเสมือนใบเบิกทางในการริเริ่มสร้างกิจการให้ประสบความสำเร็จ โดยความรู้ที่สำคัญที่เจ้าของกิจการควรมีประกอบด้วย 2 ส่วนคือ ความรู้เกี่ยวกับการทำกิจการและความรู้เฉพาะทางเกี่ยวกับกิจการด้วย
3.มีความคิดสร้างสรรค์ จะได้เปรียบในการเริ่มสร้างกิจการแนวใหม่ขึ้นมา เพราะเราสามารถนำความคิดสร้างสรรค์มาเพิ่มความน่าสนใจให้กับกิจการได้ และยังสามารถดึงดูดกลุ่มลูกค้าให้เข้ามาทดลองซื้อสินค้าและบริการได้มากขึ้น
4.มีความกล้าที่จะตัดสินใจลงมือทำในเรื่องต่างๆ
5.รักในสิ่งที่ทำ กิจการจะประสบความสำเร็จได้นั้นจะต้องมีใจรักในสิ่งที่ทำก่อน
6.มีความพยามยามและอดทน เพราะจะทำให้ธุรกิจเหล่านั้นประสบความสำเร็จได้
7.มีความประหยัด โดยการควบคุมดูแลให้ใช้จ่ายเฉพาะสิ่งจำเป็น
8.มีไหวพริบ เป็นสิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่เจ้ากิจการจำเป็นต้องมีโดยการสังเกตซึ่งจะทำให้รู้ว่าเวลาไหนคือโอกาสเปิดเกมรุกเพิ่มยอดขาย
9.เงินทุน เป็นสิ่งสำคัญมากที่ผู้ประกอบการต้องมี เพราะหากกิจการไม่มีเงินทุนแล้วก็จะทำให้กิจการนั้นก็ยากที่จะเกิดขึ้นได้

ดังนั้นการเริ่มทำธุรกิจใหม่ถือว่ามีความจำเป็นมาก เพราะหากขาดคุณสมบัติเหล่านี้ ก็จะทำให้เกิดจุดอ่อนขึ้นได้แต่หากมีความเพียรพยายามให้มาก ขยันใฝ่รู้และฝึกฝนตนเองก็จะทำให้กิจการนั้นเป็นจริง ได้

การทำธุรกิจนั้นเสมือนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในเจริญก้าวหน้าไป เพราะทุกธุรกิจนั้นต้องมีการจ้างงานเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตผู้คนและยังก่อให้เกิดเทคโนโลยีใหม่ๆที่นำมาสู่การแข่งขันทางตลาดกันมากขึ้น สำหรับผู้ประกอบการมือใหม่การเริ่มต้นทำธุรกิจนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ดังนั้นการหาเคล็ดลับมาช่วยเสริมประสิทธิภาพให้กับตัวเองถือว่าเป็นสิ่งดี ประกอบไปด้วย
1.มีความชื่นชอบ การเริ่มต้นทำธุรกิจนั้นต้องจำไว้เสอมว่ามีโอกาสที่จะล้มเหลวด้านการบริหารหรือด้านการเงินในบางจังหวะแต่อย่าเพิ่งรีบถอย เพราะบางครั้งการล้มเหลวนั้นจะกลายเป็นแรงผลักดันที่ดี หากมีความอดทนลองทำต่อไปก็จะนำไปสู่ความสำเร็จได้
2.การกำหนดตลาดให้ชัดเจน ซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ผิดพลาดมากที่สุด ฉะนั้นแล้วการกำหนดกลุ่มเป้าหมายถือเป็นสิ่งสำคัญเป็นอย่างมาก
3.ราคาสินค้า สำหรับการตั้งราคาสินค้าหรือบริการธุรกิจใหม่ๆ โดยไม่ศึกษาข้อมูลตลาดมาก่อนนั้นอาจจะทำให้ธุรกิจไปไม่รอดเลย ซึ่งการตั้งราคานั้นจะต้องพิจารณาสินค้าหรือบริการให้อยู่ในขั้นพื้นฐานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
4.ความซื่อสัตย์ ถ้าไม่มีความซื่อสัตย์กับธุรกิจนั้นอาจจะเสียลูกค้าไปได้โดยง่าย เช่น มีการโฆษณาว่าสินค้าใช้วัสดุชั้นดี แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่ใช่ หรือมีการรับประกันสินค้า แต่กลับไม่ยอมทำตามที่พูดก็จะทำให้สูญเสียลูกค้าไป
5.การใช้เทคโนโลยีต่างๆเข้ามาช่วย โดยผู้ประกอบการรุ่นใหม่มักจะจดจ่ออยู่กับการตลาดออนไลน์ ฉะนั้นควรจะคิดให้รอบคอบก่อนใช้ว่าจะใช้อย่างไรและนำเสนออะไรลงไปได้บ้างในการประชาสัมพันธ์ธุรกิจโดยให้ลูกค้าสามารถติดตามได้
6.การประชาสัมพันธ์ โดยการประชาสัมพันธ์แบบดั้งเดิมหรือประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อออนไลน์ เพราะจะช่วยสร้างความสัมพันธ์ในระยะยาวให้กับลูกค้าได้เป็นอย่างดีและราคาก็ถูกกว่าการลงโฆษณาบนโทรทัศน์หรอแบนเนอร์ตามอินเทอร์เน็ต
7.การมองหาผู้ให้คำปรึกษา ซึ่งผู้ประกอบการรุ่นใหม่นั้นอาจจะมีความชำนาญทางเทคโนโลยี แต่ผู้ประกอบการรุ่นเก่านั้นมีประสบการณ์ที่มากกว่า ฉะนนั้นการมองหาที่ปรึกษาทางธุรกิจจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขันได้ อีกทางทั้งยังช่วยในการสร้างโอกาสในการแชร์ข้อมูลร่วมกันกับผู้ทำธุรกิจในประเภทเดียวกันได้อีกด้วย