2013-10-29-WhyWorkataStartUp
ในการสร้างธุรกิจ Startup ที่ประสบความสำเร็จคุณต้องมีเงื่อนไข คือร่วมงานกับคนที่เหมาะสม สร้างสิ่งที่ผู้ใช้ต้องการจริงๆ และใช้เงินให้น้อยที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ บริษัทที่ล้มเหลวส่วนใหญ่เกิดจากความผิดพลาดอย่างใดอย่างหนึ่งนี้ และบริษัทที่ทำตามเงื่อนไขได้ครบทั้งหมดย่อมมีโอกาสสูงที่จะประสบความสำเร็จดังที่หวัง จุดดึงดูดของเรื่องนี้อยู่ที่ว่า เงื่อนไขเป็นสิ่งที่มนุษย์สามารถทำให้สำเร็จได้ถึงแม้มันจะยาก แต่ความยากของมันอยู่ในระดับที่พอกระทำได้ และเมื่อธุรกิจ Startup ประสบความสำเร็จ ผู้ก่อตั้งมักจะร่ำรวย เราก็สามารถสรุปได้ว่า การไล่ตามความฝันที่อยากร่ำรวยเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ ถึงแม้มันจะเป็นเรื่องยาก แต่ก็มีคนทำได้สำเร็จมาเป็นจำนวนไม่น้อยแล้ว

ไอเดียเป็นแค่เพียงจุดเริ่มต้นสำหรับธุรกิจ Startup เท่านั้น คนที่อยากเป็นผู้ประกอบการมักคิดกันว่า กุญแจสำคัญของการตั้งบริษัทอยู่ที่ไอเดียตั้งต้นและดำเนินธุรกิจตามแนวคิดของไอเดียนั้น แต่พวกนักลงทุนทั้งหลายกลับเข้าใจความจริงของการก่อตั้งบริษัทมากกว่านั้นมาก และแน่นอนว่าไอเดียก็มีคุณค่าในตัวของมันอยู่ระดับหนึ่ง แต่ปัญหาคือคุณค่านี้ไม่สามารถถ่ายโอนไปยังคนอื่นได้ คุณไม่สามารถนำไอเดียไปบอกคนอื่นแล้วหวังว่าพวกเขาจะทำตามไอเดียของคุณได้สำเร็จ ความสำคัญของไอเดียคือการเป็นจุดตั้งต้นให้เจ้าของไอเดียยึดเป็นหลักคิด และครุ่นคำนึงถึงมันตลอดเวลา สิ่งที่สำคัญไม่ใช่ไอเดีย แต่เป็นคนที่คิดไอเดียเหล่านั้นต่างหาก คนเก่งสามารถแก้ไขไอเดียห่วยๆได้ แต่ไอเดียดีๆไม่สามารถช่วยคนห่วยๆให้กลับมาประสบความสำเร็จได้

เมื่อใดที่เราก้าวมาเป็น Startup เราจะมีงานหลากหลายมาก มีโอกาสเรียนรู้อะไรต่อมิอะไรหลายๆอย่างในขอบเขตธุรกิจที่เรารับผิดชอบ สามารถคิดจินตนาการ ทำงานได้คล่องตัวกว่า ไม่ต้องผ่านหลายฝ่าย หลายขั้นการตัดสินใจ มีโอกาสเติบโตมากกว่า ไม่ได้ถูกจำกัดในโครงสร้างองค์กร ไม่ได้ถูกบังคับให้โตตามสภาวะเพราะมีคนที่อยู่ในตำแหน่งที่สูงกว่าอยู่แล้ว ถึงแม้จะไม่มีชื่อเสียงเท่ห์ๆในตอนนี้แต่ถ้าเราสามารถผลักดันให้ประสบความสำเร็จได้ มันจะดีกว่าการค่อยๆโตในบริษัทใหญ่ซะอีก และที่สำคัญในระหว่างที่โตในบริษัทเล็กๆนี้ก็มักจะมีมิตรภาพ มีความอบอุ่นในที่ทำงาน มีการช่วยเหลือเกื้อกุลกันของเพื่อนร่วมงานและคู่ค้าอยู่

การทำธุรกิจนั้นมีวิธีหาเงินทุนมากมายหลายแบบให้ได้เลือกใช้กัน ไม่ว่าจะเป็น การกู้เงินธนาคาร หาคนมาร่วมลงทุน หรืออื่นๆ ซึ่งเป็นวิธีที่ผู้ประกอบการส่วนมากมักจะใช้ในการหาเงินมาลงทุนทำธุรกิจที่ตัวเองต้องการ ทั้งหมดนี้ก็ยังไม่ใช่ทางเลือกทั้งหมดเพราะการใช้เงินทุน หรือเงินเก็บของตัวเองก็เป็นอีกหนทางหนึ่งที่สามารถเริ่มต้นธุรกิจได้โดย
1.การเริ่มต้นด้วยเงินทุนน้อยๆ เช่น ลองเปลี่ยนมาเป็นการเริ่มต้นธุรกิจโดยใช้ที่บ้านเป็นสำนักงานไปก่อน ส่วนผู้ร่วมงานนั้น อาจจะหาคนรู้จัก หรือเพื่อนที่สนใจร่วมลงทุนกับเรามาแทนสัก 1-2 คน เพราะวิธีนี้ก็จะช่วยประหยัดเงินทุนไปได้ไม่น้อยเลยทีเดียว หากธุรกิจนั้นมีแนวโน้มจะประสบความสำเร็จตามที่ตั้งไว้ แล้วค่อยขยายธุรกิจตามขึ้นมา โดยการหาสำนักงาน และจ้างพนักงานเพิ่ม
2.จะต้องมองหางานแข่งขันแผนธุรกิจ โดยการเข้าไปร่วมแข่งขันประกวดแผนธุรกิจซึ่งผลตอบแทนของงานเหล่านี้
3.การสร้างเครือข่าย เพราะเป็นการสร้างโอกาสให้กับตนเองในการพบปะกับผู้คนนั้นถือเป็นสิ่งที่ควรทำเป็นอย่างยิ่งเป็นวิธีที่ไม่ต้องใช้ทุนมากมายอีกด้วย

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการเริ่มต้นธุรกิจโดยอาศัยเงินจำนวนมาก ซึ่งเหมาะสำหรับนักธุรกิจมือใหม่ที่ยังไม่พร้อมที่จะเสี่ยงกับการลงทุนด้วยเงินปริมาณมากๆ จากการกู้ยืม วิธีเหล่านี้จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการเก็บเกี่ยวประสบการณ์การทำธุรกิจโดยที่ยังไม่ต้องแบกรับภาระมาก ซึ่งถ้าหากประสบความสำเร็จ และเริ่มมั่นใจแล้วธุรกิจนั้นก็จะสามารถที่จะขยับขยายและเติบโตต่อไปได้

นอกจากนี้แล้ว Startup สิ่งที่สำคัญนอกเหนือจากแรงบันดาลใจได้ทำในสิ่งที่รักแล้วเท่านั้นยังไม่พอ Startup ที่จะเติบโตได้ในยุคนี้ได้ต้องคิดวางแผนธุรกิจและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เจาะตลาดไม่ใช่แค่เพียงตลาดไทยเพราะมีโอกาสในการเติบโตที่แตกต่างกันจำเป็นจะต้องหมั่นเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เพื่อเชื่อมโยงและสร้างสรรค์นวัตกรรมขึ้นมาและที่สำคัญคือการพัฒนาทักษะทางด้านภาษาด้วย เพราะจะสามารถก้าวไปได้ไกล


การเริ่มต้นธุรกิจมีหลายสิ่งที่ต้องลงมือทำ ไม่สามารถทำให้สมบูรณ์ได้ด้วยเวลาอันน้อยนิด เพราะต้องอาศัยความรอบคอบแม้ว่าจะให้เวลาถึง 1 เดือนก็ยังน้อยเกินไปด้วยซ้ำ แต่ก่อนจะเริ่มทำธุรกิจได้นั้นต้องอาศัยการทำแผนธุรกิจ เพื่อเป็นการกำหนดขั้นตอน ให้กับธุรกิจตัวเองสามารถเดินหน้าไปในระยะเวลาอันสั้น ด้วยวิธีการเพียง 5 ขั้นตอนเท่านั้น ดังนี้
ขั้นตอนที่ 1 เขียนแผนธุรกิจ
เมื่อได้แนวคิดในการทำธุรกิจแล้ว เราจะเริ่มทำกันก็คือการถ่ายทอดไอเดียต่างๆ ที่มีอยู่ทั้งหมดแปลงออกมาให้เป็นแผนธุรกิจที่สามารถจับต้องได้จริงๆ ในหลายๆธุรกิจใช้โปรแกรมแผนภาพ ที่จะเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เราเขียนแผนธุรกิจออกมาได้ง่ายและชัดเจนขึ้น จะทำให้เรารู้จุดแข็ง จุดอ่อน วิธีเอาตัวรอดในการทำธุรกิจ และยังช่วยให้เราเข้าใจภาพรวมของธุรกิจตั้งแต่วันแรกที่คิดจะลงมือทำว่าจะไปรอดได้ขนาดไหน ซึ่งจะช่วยตัดสินใจได้ว่าจะเริ่มทำดีหรือไม่
ขั้นตอนที่ 2 วิจัยตลาด
ควรศึกษาว่าเมื่อนำสินค้าออกจำหน่ายแล้วจะขายได้หรือไม่ มีผู้บริโภคต้องการจริงหรือเปล่า และคู่แข่งเป็นอย่างไร รวมไปถึงกฎข้อห้ามต่างๆเกี่ยวกับสินค้า ทั้งหมดนี้จะต้องถูกวิจัยออกมาในเชิงปริมาณและวัดผลได้จริง ก่อนที่จะนำไปวิเคราะห์ถึงความเป็นไปได้เมื่อสินค้าของเราลงตลาดไปแล้ว
ขั้นตอนที่ 3 สร้างเอกลักษณ์แบรนด์
โลโก้และชื่อช่วยสร้างภาพลักษณ์ของแบรนด์ให้ดูดี ซึ่งหากไม่เชี่ยวชาญด้านการออกแบบโลโก้ ก็สามารถใช้บริการบริษัทรับออกแบบโลโก้ได้
ขั้นตอนที่ 4 จัดตั้งบริษัท
จดทะเบียนบริษัทสามารถทำได้ด้วยตัวเองแบบไม่ยากบางอย่างก็มีให้บริการจดทะเบียนออนไลน์ได้แล้ว เพียงแต่ต้องใช้เวลาสักหน่อย หากไม่ได้เร่งรีบมากนักก็ใช้เวลาศึกษาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตแล้วดำเนินการด้วยตัวเองก็ได้
ขั้นตอนที่ 5 เริ่มการขาย
ธุรกิจจะไม่สามารถดำเนินต่อไปได้ ถ้าไม่เริ่มต้นการขายเพื่อป้องกันตัวเองจากการขาดทุน และช่วยดูกระแสตอบรับและความต้องการของลูกค้าก่อนที่จะผลิตจริงเมื่อลูกค้าให้ความสนใจและมียอดสั่งเข้ามา เมื่อลูกค้าให้ความสนใจลูกค้าก็จะอยู่กับเราไปอีกนานเลย
จากขั้นตอนที่ก้าวมาเป็นเพียงแผนการทำธุรกิจเบื้องต้นเท่านั้น และในสหรัฐอเมริกาได้มีบริษัทนำขั้นตอนนี้ไปใช้และประสบความสำเร็จมาแล้ว เป็นตัวอย่างที่ดีที่สามารถประสบความสำเร็จในระยะเวลาอันสั้น

2

เมื่อไม่นานมานี้เพิ่งมีรายงานออกมาว่ากรุงเทพมหานครถูกจัดเป็นเมืองที่มีคนใช้ Facebook มากที่สุดในโลก (ราว 8.6 ล้านคน) ทำให้ต้องมานั่งคิดกันนะคะว่าบริการ Social Network อย่าง Facebook นี่คนคิดเขาทำอย่างไรนะถึงได้สร้างบริการที่โด่งดังอย่างนี้ออกมาได้ ว่าแล้วก็เลยเปิดเข้าไปดูในประวัติของคุณ Mark Zuckerberg ผู้ก่อตั้ง Facebook ว่าเขาต่อสู้มาได้อย่างไร ก็พบว่าเรื่องราวสมัยที่เขายังเป็นเพียง “ธุรกิจเกิดใหม่” หรือที่หลายคนเรียกทับศัพท์ตามฝรั่งว่า “Startup” นั้นเข้มข้นน่าสนใจมากเลยค่ะ เกริ่นมาเสียยาว แต่เรื่องที่ผู้เขียนจะมาเล่าให้คุณผู้อ่าน Positioning ไม่ใช่เรื่อง Facebook นะคะ แต่มันคือเทรนด์ใหม่มาแรงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เรียกกันว่า “Startup” นั่นเองค่ะStartup หรือถ้าพูดเป็นภาษาไทยให้เข้าใจง่ายๆ นั่นคือบริษัทเกิดใหม่ และเป็นคำที่นิยมใช้เรียกบริษัททางด้านเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นใน Silicon Valley สหรัฐอเมริกา และปัจจุบันก็นิยมใช้เรียกกันทั่วโลก โดยกว่าจะมาเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ในปัจจุบันไม่ว่าจะเป็น Facebook Google ก็ต้องผ่านการเป็น Startup มาก่อนแล้วทั้งนั้น

หลายคนอาจจะสงสัยว่าต้องมีทุนมากมายหรือไม่ถึงจะมาเป็น Startup ได้ อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นค่ะ ด้วยเทคโนโลยีบนโลกอินเทอร์เน็ตช่วยลดต้นทุนไปได้มาก มีเครื่องมือที่ช่วยในการพัฒนาและนำบริการของเราขึ้นไปฝากไว้บนเซิร์ฟเวอร์ของผู้ให้บริการได้(ยกตัวอย่างผู้ให้บริการ อาทิเช่น Amazon)ลูกค้าจากทั่วโลกขอเพียงแค่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตก็สามารถเข้าถึงบริการของคุณได้ผ่านทาง เว็บไซต์หรือ แอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟนอย่างไรก็ตามอาศัยเงินทุนของตัวเองอย่างเดียวย่อมไม่เพียงพอ โชคดีที่ปัจจุบันมีนักลงทุนที่มีความสนใจในการสนับสนุน Startup มากขึ้น และเป็นตัวแปรสำคัญที่จะผลักดันและขับเคลื่อนให้ธุรกิจนั้นเติบโตไปได้ ซึ่งรูปแบบของนักลงทุนก็มีทั้งแบบ นักลงทุนในรูปแบบขององค์กร(Venture Capital หรือเรียกสั้นๆ ว่าVC) และนักลงทุนอิสระ (Angel Investor) ซึ่งจะพิจารณาตตั้งแต่ไอเดีย นวัตกรรม, ประวัติการทำงาน, โอกาสทางธุรกิจและการเติบโตว่าจะประสบความสำเร็จมากน้อยเพียงใด, ผลตอบแทนจะคุ้มกับการลงทุนหรือไม่ โดยที่ Startup นอกจากจะได้เงินทุนแล้ว เราจะได้คำปรึกษาและพันธมิตรควบคู่ด้วยเช่นเดียวกัน

ผู้ทำธุรกิจส่วนมากมีความฝันที่ต้องการให้ธุรกิจมีความใหญ่โตในอนาคต โดยพยายามลงทุนเยอะในช่วงแรก เพื่อเลือกสิ่งที่ดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็น ทำเลที่ดี อุปกรณ์ตกแต่งออฟฟิศ พนักงานฝีมือดีรวมไปถึงวางแผนในการขยายธุรกิจ โดยการวางรากฐานที่ดีให้ธุรกิจมีการเติบโตในอนาคต แต่การใช้เงินทุนจำนวนมากในช่วงต้นยังมีความเสี่ยงสูงผู้ประกอบการเองจึงควรคิดอย่างรอบคอบ

อันที่จริงเราไม่สามารถกำหนดทิศทางว่าธุรกิจจะไปในรูปแบบใด จะล้มเหลวหรือประสบความสำเร็จ ถึงแม้จะมั่นใจในศักยภาพขององค์กรมากก็ตาม เราก็ไม่สามารถกำหนดปัจจัยภายนอกอย่างเศรษฐกิจภายนอกหรือความต้องการของผู้บริโภคได้ จึงควรหันมาเริ่มต้นธุรกิจด้วยจำนวนเงินน้อยๆจากเงินเก็บที่มีอยู่ ซึ่งถือเป็นการลงทุนที่ไม่ต้องแบกรับหนี้สิน ใครหลายคนอาจคิดว่าแค่เงินเก็บไม่สามารถทำให้ธุรกิจเติบโตได้มาก แต่เราสามารถใช้เงินเก็บเริ่มต้นธุรกิจได้จริงๆ โดยการลงทุนที่น้อยที่สุด แต่มีประสิทธิภาพที่สุด เช่น หากเราต้องการสำนักงานใหม่ ก็ควรใช้บ้านเป็นสำนักงานไปก่อน ส่วนพนักงานก็เริ่มจากคนรู้จัก หรือเพื่อนที่สนใจมาร่วมลงทุนกับเรา ซึ่งในช่วงแรกอาจจะต้องเหนื่อยสักหน่อย แต่วิธีนี้ช่วยให้ประหยัดเงินทุนของเราไปไม่น้อยทีเดียว และเมื่อในอนาคตธุรกิจเกิดไปได้ดี ค่อยขยายกิจการตามขึ้นมาในภายหลังก็ได้

การเข้าสังคม เป็นการเปิดโอกาสให้กับตัวเอง วิธีนี้เป็นวิธีที่ไม่ต้องใช้เงินลงทุน เพียงแต่ต้องขวนขวายดูว่าในแต่ละเดือนมีการจัดงานที่ไหนบ้างที่น่าสนใจ และเหมาะกับเรา ซึ่งจุดประสงค์ของการไปงานประเภทนี้ก็เพื่อที่นำทางเราไปสู่คนที่อยู่ในวงการเดียวกันที่อาจจะมีประสบการณ์มากกว่า และพร้อมให้คำแนะนำกับเราได้ การทำความรู้จักกับคนกลุ่มนี้ไว้จะช่วยให้เราได้รับรู้ข่าวสารในธุรกิจที่เราสนใจ และได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ นอกจากนี้อาจทำให้มีผู้สนใจในธุรกิจของเรามาร่วมลงทุนกับเราก็เป็นได้

ที่กล่าวมาเป็นเพียงแค่วิธีเบื้องต้นในการเริ่มต้นทำธุรกิจที่อาศัยเงินจำนวนน้อยนิด ซึ่งเหมาะกับนักธุรกิจมือใหม่ที่ยังไม่พร้อมที่จะเสี่ยงกับเงินลงทุนในปริมาณมาก เป็นทางเลือกในการเก็บประสบการณ์เพิ่มเติม เมื่อประสบความสำเร็จแล้วค่อยลงทุนเพิ่มในภายหลังก็ได้